รีเซต

ผลการค้นหา “ �� �ºλ�¶��� �� rao532.top �� �渶������ �� ��õ ����Ʈ �� �渶��� ��õ �� ���췣�� ���� �� �渶���ӻ���Ʈ �� ��������� �� ��Ʈ �ǹ�Ʈ ��” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ท็อปส์ ออนไลน์
สิทธิพิเศษ

ท็อปส์ ออนไลน์

ท็อปส์ ออนไลน์ ส่งความสดถึงบ้านคุณ

หุ้น TOP ดีดขึ้น ดาโอ มุมมองเชิงบวกเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ
อ่าน

หุ้น TOP ดีดขึ้น ดาโอ มุมมองเชิงบวกเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ

#TOP #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาปรับขึ้น 6.18% โบรกเกอร์ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ หลังมองว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมาสะท้อนสงครามตะวันออกกลางไปมากแล้ว ขณะที่มีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจมากขึ้น ซึ่งมองว่าแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบ (crack spread) ที่ทรงตัวในระดับสูงความเคลื่อนไหวราคาหุ้น TOP อยู่ที่ 47.25 บาท บวก 2.75 บาท หรือ 6.18% มีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 756.07 ล้านบาทบล.ดาโอ(ประเทศไทย) ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำในหุ้น TOP เป็นซื้อ จากเดิมแนะนำถือ โดยยังคงราคาเป้าหมายที่ 50 บาท มองว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมา 17% นับตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลาง จึงเชื่อว่าราคาได้สะท้อน crude supply risk ไปมากแล้วฝ่ายวิจัยดาโอ มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มธุรกิจของ TOP จากแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบ (crack spread) ที่ทรงตัวในระดับสูงหลังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ขณะที่ เชื่อว่าบริษัทสามารถที่จะลดความเสี่ยงการจัดหาน้ำมันดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าบริษัทจะได้ประโยชน์จากแนวโน้ม crack spread ที่ทรงตัวสูงโดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ กึ่งหนักกึ่งเบา (middle distillates) จากอุปทานขัดข้อง (supply shortage) หลังเกิดสงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐอเมริกา(US)-อิหร่านนอกจากนี้ ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวสูง เชื่อว่า TOP จะบันทึกกำไรจากสต๊อก (stock gain net of NRV) ได้ในไตรมาส 1/69 ซึ่งน่าจะมากพอที่จะชดเชยผลขาดทุนที่เป็นไปได้จากเครื่องมือทางการเงิน (hedging loss)และเชื่อว่าความเสี่ยงจากการจัดหาน้ำมันดิบ (crude supply risk) ได้ลดลงแล้ว โดเชื่อว่าบริษัทได้ทำการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นเพื่อทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้อย่างเพียงพอ และคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตราใช้กำลังการกลั่น (refinery run rate) ในระดับสูงได้ฝ่ายวิจัยดาโอ คงประมาณการกำไรปกติของ TOP ในงวดปี 2569 อยู่ที่ 9.3 พันล้านบาท และปี 2570 อยู่ที่ 1.03 หมื่นล้านบาท เทียบกับปี 2568 ที่ 4.9 พันล้านบาท โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้ 1) Refinery runrate ที่สูงขึ้น 2) ค่าการกลั่นตลาด (market GRM) ที่ดีขึ้น และ 3) ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง

ททท.ทรูชวนชิม
สิทธิพิเศษ

ททท.ทรูชวนชิม

-

Bitcoin ดีดสยอง 30 นาทีพุ่ง 1,800 ดอลล์! ขณะที่ตลาดหุ้น-ทองคำกอดคอร่วง
อ่าน

Bitcoin ดีดสยอง 30 นาทีพุ่ง 1,800 ดอลล์! ขณะที่ตลาดหุ้น-ทองคำกอดคอร่วง

#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coinpedia ได้ระบุว่า ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีปรับตัวสูงขึ้นในวันนี้ นำโดย Bitcoin ซึ่งพุ่งทะยานสู่ระดับประมาณ 74,300 ดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดในรอบประมาณ 40 วัน โดย Bitcoin ปรับราคาขึ้นเกือบ 1,800 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 30 นาที ส่งผลให้เกิดคลื่นการล้างพอร์ต (Liquidation) ขนานใหญ่ในตลาดอนุพันธ์สถานะขาย (Short positions) มูลค่ากว่า 113 ล้านดอลลาร์ถูกล้างพอร์ตภายในชั่วโมงเดียว บีบให้เทรดเดอร์ฝั่งขาลงต้องปิดสถานะและกลายเป็นแรงซื้อมหาศาลที่หนุนตลาดให้พุ่งขึ้นไปอีก การเคลื่อนไหวดังกล่าวผลักดันให้ภาพรวมของภาคส่วนคริปโตสูงขึ้นเช่นกัน โดย Ethereum ปรับตัวขึ้นประมาณ 13% ขณะที่สินทรัพย์หลักอื่นๆ ต่างพุ่งตามทิศทางเดียวกัน ซึ่งนับตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น ตลาดคริปโตได้เพิ่มมูลค่าขึ้นมากกว่า 3.2 แสนล้านดอลลาร์แล้วการหมุนเวียนของเงินทุนมุ่งสู่คริปโตหนึ่งในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการพุ่งขึ้นครั้งนี้คือการเปลี่ยนทิศทางของเงินทุนไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัล ในขณะที่ตลาดโลกเผชิญกับความผันผวน เซกเตอร์ดั้งเดิมกลับประสบกับการขาดทุนมหาศาลตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญเสียมูลค่าไปราว 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ทองคำและเงินสูญเสียมูลค่ารวมกันเกือบ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน ในทางตรงกันข้าม ตลาดคริปโตกลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ความสามารถของ Bitcoin ในการทำผลงานได้ดีกว่าสินทรัพย์หลักหลายประเภทในช่วงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของมันในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนระดับโลกความต้องการจากสถาบันผ่านกองทุน ETFการมีส่วนร่วมของสถาบันยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งที่สุดของขาขึ้นรอบนี้ ข้อมูลจาก Sosovalue ระหว่างวันที่ 9 ถึง 13 มีนาคม พบว่ากองทุน Spot ETF ของ Bitcoin บันทึกกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 767 ล้านดอลลาร์ ขยายสถิติการลงทุนเชิงบวกจากสถาบันต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สามกองทุน Spot ETF ของ Ethereum ดึงดูดเงินไหลเข้า 161 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่กองทุนที่เชื่อมโยงกับ Solana บันทึกเงินไหลเข้า 10.7 ล้านดอลลาร์ ส่วนกองทุน ETF ที่ติดตาม XRP ประสบกับกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิ 28.07 ล้านดอลลาร์ มีรายงานว่าสถาบันขนาดใหญ่ได้เข้าซื้อสิทธิการถือครอง Bitcoin ผ่าน ETF รวมมูลค่ากว่า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับความต้องการในตัวสินทรัพย์นักวิเคราะห์ชี้สัญญาณตลาดกระทิงแดน แกมบาร์เดลโล (Dan Gambardello) นักวิเคราะห์คริปโต อธิบายว่าตัวบ่งชี้ระยะยาวหลายตัวเริ่มขยับมาสอดประสานกัน ก่อตัวเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า "Bullish Macro Confluence" ซึ่งมักใช้เวลาหลายปีกว่าจะเกิดขึ้น โดยเขาระบุว่าโครงสร้างปัจจุบันคล้ายกับรูปแบบที่มักพบเห็นในช่วงใกล้จุดต่ำสุดครั้งสำคัญของตลาดทางด้าน อาลี มาร์ติเนซ (Ali Martinez) เชื่อว่าการดีดตัวเพื่อคลายความกังวล (Relief Rally) กำลังใกล้เข้ามาสำหรับ Bitcoin โดยเขาระบุว่าในขณะที่ Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ราว 71,000 ดอลลาร์ ข้อมูลอนุพันธ์แสดงให้เห็นว่าฝั่งขาแช่ง (Bears) ยอมจ่ายค่าธรรมเนียม Funding Fees เพื่อรักษาฐานะ Short ของตนไว้ เขาอธิบายว่านี่คือโครงสร้างตลาดที่หาได้ยาก ซึ่งในอดีตมักนำไปสู่การดีดตัวที่รุนแรงพร้อมอัตราความสำเร็จที่สูงมากจากรูปแบบในอดีต นักวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่าระดับ 73,500 ดอลลาร์คือระดับสำคัญ โดยระบุว่าการเคลื่อนที่เข้าสู่โซนดังกล่าวอาจเป็นการยืนยันการดีดตัวตามที่คาดการณ์ไว้ที่มา https://coinpedia.org/news/bitcoin-gained-1800-in-30-minutes-and-wiped-out-113-million-in-shorts-what-just-happened/

QHHRREIT เคาะราคาขายสูงสุดไม่เกิน 6.70 บาท/หน่วย เปิดขาย 23-27 ก.พ.
อ่าน

QHHRREIT เคาะราคาขายสูงสุดไม่เกิน 6.70 บาท/หน่วย เปิดขาย 23-27 ก.พ.

#ทันหุ้น-ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ควอลิตี้ เฮ้าส์ โฮเทล แอนด์ เรซิเดนซ์ หรือ QHHRREIT (กองทรัสต์ฯ) ประกาศราคาเสนอขายสูงสุดหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 ไม่เกิน 6.70 บาทต่อหน่วย เตรียมเปิดให้ผู้ถือหน่วยเดิมจองซื้อในอัตรา 1 หน่วยทรัสต์เดิมต่อ 0.1642 หน่วยทรัสต์ที่ออกและเสนอขายเพิ่มเติม พร้อมกับประชาชนทั่วไป จองซื้อผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา และแอปฯ SCB EASY ระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อเข้าลงทุนในโครงการ “เซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” บนทำเล Super Prime CBD ที่หาได้ยากในปัจจุบัน ชูจุดเด่นโอกาสเข้าซื้อทรัพย์ทำเลหลังสวนในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินถึงประมาณ 6.1% และอัตราการเข้าพักสูงกว่า 91% ในงวด 9 เดือน 2568 ตอกย้ำความแข็งแกร่งและโอกาสทองในการลงทุนที่น่าจับตา รับอานิสงส์เทรนด์ดอกเบี้ยขาลง และท่องเที่ยวฟื้นตัว คาดว่าจะประกาศราคาเสนอขายสุดท้ายภายในวันที่ 27 ก.พ. นี้นายสุขวัฒก์ ภวสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ฯ เปิดเผยว่า ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ควอลิตี้ เฮ้าส์ โฮเทล แอนด์ เรซิเดนซ์ หรือ QHHRREIT พร้อมเปิดให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และประชาชนทั่วไป จองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนในวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ราคาเสนอขายสูงสุด 6.70 บาทต่อหน่วย กำหนดอัตราส่วนใช้สิทธิ์จองซื้อที่ 1 หน่วยทรัสต์เดิม ต่อ 0.1642 หน่วยทรัสต์ที่ออกและเสนอขายเพิ่มเติม ซึ่งสามารถจองซื้อน้อยกว่า, เท่ากับ หรือมากกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรรได้ โดยจองซื้อได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทุกสาขาทั่วประเทศ และจองผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY ได้เช่นกัน โดยราคาเสนอขายสุดท้ายคาดว่าจะประกาศผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ หากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาเสนอขายสูงสุด จะดำเนินการคืนเงินส่วนต่างค่าจองซื้อให้แก่ผู้จองซื้อตามวิธีการที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนฉบับมีผลบังคับใช้ทั้งนี้ QHHRREIT จะเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 จำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 69,000,000 หน่วย หรือคิดเป็นมูลค่ารวมไม่เกิน 462,300,000 บาท ให้แก่ 1) ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่มีชื่อปรากฏในสมุดทะเบียนผู้ถือหน่วยทรัสต์ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่มีสิทธิจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มเติม ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 โดยจัดสรรตามสัดส่วนการถือหน่วยทรัสต์ แต่ไม่จัดสรรให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ที่จะทำให้กองทรัสต์มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างประเทศ (Preferential Public Offering) ตามที่ระบุในหนังสือชี้ชวนฉบับมีผลบังคับใช้ ซึ่งผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมอาจแสดงความจำนงที่จะซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมตามสิทธิมากกว่า หรือน้อยกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรรหรือสละสิทธิการจองซื้อก็ได้ และ 2) จัดสรรให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ซึ่งรวมถึงผู้ลงทุนสถาบัน ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมของกองทรัสต์ QHHRREIT และ/หรือประชาชนทั่วไป (Public Offering) ตามที่เห็นสมควร“การเพิ่มทุนของ QHHRREIT ในครั้งนี้นับเป็นการเพิ่มทุนครั้งสำคัญ ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว โดยภายหลังจากการเพิ่มทุนเสร็จสิ้นจะส่งผลให้ QHHRREIT มีสัดส่วนกรรมสิทธิ์ (Freehold) ของทรัพย์สินในกรุงเทพมหานครสูงถึง 63% และส่งผลให้อายุเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของกองทรัสต์เพิ่มสูงขึ้นถึง 28.6 ปี ซึ่งสูงสุดในกลุ่ม Hospitality REIT ผลักดันให้กองทรัสต์สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหน่วย” นายสุขวัฒก์ กล่าวนางสาวรพีพรรณ บุณยรักษ์ Department Head, Product Distribution and Development ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่าย กล่าวว่า การลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ของกองทรัสต์ QHHRREIT เพื่อเข้าลงทุนในโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม นับเป็นจังหวะการลงทุนที่สำคัญจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง พร้อมด้วยด้วยจุดเด่น ดังนี้1) ทำเลศักยภาพระดับ Super Prime CBD บนถนนหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินีและสถานีรถไฟฟ้า BTS ชิดลม แวดล้อมด้วยศูนย์การค้าชั้นนำ สถานทูต อาคารสำนักงานเกรด A และแหล่งช้อปปิ้งระดับลักชัวรี ซึ่งเป็นทำเลที่มีดีมานด์สูงและอุปทานที่ดินจำกัด และราคาทรัพย์สินที่เข้าลงทุนต่ำกว่าราคาประเมินถึงประมาณ 6.1%2) กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงด้านกลุ่มลูกค้า โดยผู้บริหารทรัพย์สินมีนโยบายเพิ่มความหลากหลายของสัญชาติผู้เข้าพัก บริหารจัดการลูกค้าเข้าพักแต่ละสัญชาติเฉลี่ยไม่เกิน 15% เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งและสร้างเสถียรภาพในการดำเนินงาน3) บริหารโดยทีมมืออาชีพ ภายใต้บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแถวหน้าของไทย ที่มีประสบการณ์ในโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์กว่า 30 ปี พร้อมโอกาสในอนาคตที่กองทรัสต์อาจพิจารณาเข้าลงทุนในโครงการศักยภาพอื่นๆ ในเครือเพิ่มเติม4) ผลการดำเนินงานแข็งแกร่งและเติบโตต่อเนื่อง โดยโครงการในพอร์ตโฟลิโอทั้ง 4 แห่งมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม มีอัตราการเข้าพักสูงถึง 91% ในงวด 9 เดือน ปี 2568 ที่ผ่านมาเสริมด้วยกลยุทธ์ Active Strategy ในการบำรุงรักษาทรัพย์สินให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อดึงดูดผู้เข้าพัก และ 5) ประมาณการผลตอบแทนปีแรกโดดเด่น ไม่ต่ำกว่า 10.8% อ้างอิงรายงานและข้อมูลทางการเงินตามสถานการณ์สมมติสำหรับงวด 12 เดือน ช่วงเวลาประมาณการระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2570 โดยปรับปรุงสมมติฐานจำนวนหน่วยทรัสต์ที่ออกและเสนอขายเพิ่มเติมประมาณ 69 ล้านหน่วย และเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวนประมาณ 835 ล้านบาท และราคาเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมที่ 6.70 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือว่าโดดเด่นเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือเงินฝาก“การลงทุนเพิ่มเติมใน QHHRREIT ครั้งนี้ ถือเป็นจังหวะที่ดีสอดรับกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเป็นทรัพย์สินที่มีคุณภาพสูงบนทำเล Super Prime CBD อย่างชิดลม ซึ่งมีอัตราการเข้าพักโดดเด่น เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอ เมื่อประกอบกับกลยุทธ์การบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและประมาณการผลตอบแทนปีแรกที่สูงกว่า 10.8% จึงเชื่อมั่นว่านี่เป็นโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีรากฐานแข็งแกร่งและพร้อมเติบโตไปกับทิศทางเศรษฐกิจที่กำลังปรับตัวดีขึ้น” นางสาวรพีพรรณ กล่าว

ITELแบ็กล็อกทะลุ3.7พันล. ‘บาทแข็ง’หนุนนำเข้าสินค้า
อ่าน

ITELแบ็กล็อกทะลุ3.7พันล. ‘บาทแข็ง’หนุนนำเข้าสินค้า

#ITEL #ทันหุ้น – ITEL โชว์แบ็กล็อกทะลุ 3.7 พันล้านบาท หลังคว้างานกองทัพเฉียด 100 ล้านบาท แถมลุยชิง USO เฟส 3 เสริมพอร์ตรับทรัพย์เพิ่ม พร้อมปักธงปี 2569 รายได้ราว 3.7 พันล้านบาท โครงการเรียงคิวรับทรัพย์เพียบ แถมได้ผลดีบาทแข็งหนุน ฟากโบรกเกอร์ แนะนำ “ซื้อ” เคาะเป้าหมาย 1.52 บาท ดีดลูกค้าปีนี้กำไรฟื้นตัวโดดเด่นดร. ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยว่า บริษัทได้ ITEL เซ็นสัญญากับรับงานโครงการใหม่ของกรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการ กองทัพไทยเข้าเพิ่มเติม หลังธุรกิจได้มีการขยายฐานการงานด้านความมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา*แบ็กล็อกพุ่งทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการจัดหา ชุดวิทยุไมโครเวฟพื้นที่ภาคใต้ พร้อมติดตั้งและเชื่อม โยงสัญญาณ มูลค่างานเกือบ 100 ล้านบาท (รวม ภาษีและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) กำหนดส่งมอบและติดตั้งภายใน 240 วันนับจากวันลงนามในสัญญาหรือช่วงปลายปี 2569 ซึ่งภายหลังจากการรับโครงการนี้ ส่งผลให้ทาง ITEL มีงานในมือ (แบ็กล็อก) เพิ่มเป็นราว 3.77 พันล้านบาท จากเดิมที่มากกว่า 3.6 พันล้านบาท โดยคาดน่าจะสามารถรับรู้รายได้จากแบ็กล็อกทั้งหมดเข้ามาในปี 2569 อยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 40% ของมูลค่าทั้งหมด และที่เหลือทยอยต่อเนื่องในปีถัดไปนอกจากนี้ ทาง ITEL มีแผนเข้ายื่นซองประกวดราคาบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมระยะที่ 3 หรือ “USO เฟส 3“ คณะกรรมการกิจการและโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพิ่มเติม ซี่งถือเป็นอีกโครงการที่มีขนาดใหญ่ โดยธุรกิจหวังได้รับการเลือกจากเจ้าของโครงการ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในอนาคต*เป้าปีนี้รายได้ 3.7 พันล.ขณะที่ทิศทางผลประกอบการปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมไว้ประมาณ 3.7 พันล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 ผลจากมีงานในมือมที่รอรับรู้เพิ่มขึ้น ประกอบกับยังมีโอกาสได้โครงการใหม่ๆ ที่เข้าเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือปีนี้เข้ามาเสริมดร.ณัฐนัย กล่าวเสริมว่า ในแง่ทิศทางค่าเงินบาทที่ยังเคลื่อนไหวในโซนแข็ง โดยล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 31.85 บาทต่อดอลลาร์ (อิงเปิดวันที่ 6 ก.พ. 2569) ซึ่งทาง ITEL มองเป็นทิศทางที่ดีต่อธุรกิจ เพราะปัจจุบันมีการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศเข้ามาใช้ในการดำเนินโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนในส่วนดังกล่าวลดลง และความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนดียิ่งขึ้น*พันธมิตรหนุนด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ “ซื้อ ITEL ให้ราคาเป้าหมาย 1.52 บาท เนื่องจากมองการเพิ่มทุนช่วงที่ผ่านมา โดยดึงพันธมิตรใหม่อย่าง SEAX เข้ามาผ่านการทำ PP จะเป็นประโยชน์ต่อ ITEL มากกว่า โดยราคาเสนอขายที่ 1.61 บาท สูงกว่าราคาตลาด และแสดงว่าไม่มีผลกระทบด้านราคาหุ้นลดลง (Value Dilution)นอกจากนี้ พันธมิตรใหม่จะเข้ามาสนับสนุน ITEL ในส่วนที่อ่อนแอคือธุรกิจการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ หาก ITEL สามารถสร้างรายได้ใกล้เคียงกับ SYMC ที่ 600 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิและ EPS ในปี 2569 ได้ถึง 33% ซึ่งมากกว่าผลกระทบจาก Share Dilution ที่ 31%อย่างไรก็ดี ในปี 2569 คาดว่ากำไรปี 2569 จะฟื้นตัว 100% จากการปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น โดยมองกำไรปี 2569 ไว้ราว 170 ล้านบาท เพื่อตอบรับการรับรู้งานในมือที่เพิ่มสูงขึ้น และโอกาสที่ทาง ITEL จะได้รับงานเข้ามาเพิ่มเติมในปี 2569ดังนั้น จากปัจจัยดังกล่าว ประกอบกับพื้นฐานของบริษัทที่แข็งแกร่ง และแนวโน้มการฟื้นตัวของผลประกอบการปีนี้ จึงทำให้ทางฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนหุ้น ITEL ต่อไป

สอนศาสตร์ ม.ต้น ติวพร้อมก่อนสอบ 65
ดู

สอนศาสตร์ ม.ต้น ติวพร้อมก่อนสอบ 65

AP บล.กรุงศรี แนะนำ “ซื้อ” เป้า 11.50 บาท
อ่าน

AP บล.กรุงศรี แนะนำ “ซื้อ” เป้า 11.50 บาท

#ทันหุ้น #2026 #SET #AP บล.กรุงศรี แนะนำ “ซื้อ” เป้า 11.50 บาทบล.กรุงศรี มีมุมมองเชิงบวกต่อยอดพรีเซลของ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (AP) ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งอยู่ในระดับสูงถึง 14.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้ โดยการเติบโตของพรีเซลเมื่อเทียบปีต่อปีมีปัจจัยหลักจากการเปิดโครงการใหม่ในไตรมาสดังกล่าวที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 24.0 พันล้านบาท ประกอบกับกระแสตอบรับด้านการขายที่อยู่ในระดับค่อนข้างดีสำหรับทั้งปี พ.ศ. 2568 บริษัทมียอดพรีเซลรวม 46.9 พันล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน และถือว่าสูงสุดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยกลุ่มโครงการแนวราบเป็นจุดเด่นสำคัญ มีพรีเซลเติบโตถึง 26% เมื่อเทียบปีต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 38.9 พันล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่องบล.กรุงศรี คงประมาณการกำไรสุทธิปี พ.ศ. 2568–2569 ไว้ที่ 4.4 พันล้านบาท ลดลง 12% เมื่อเทียบปีต่อปี และ 5.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบปีต่อปี ตามลำดับ พร้อมคงราคาเป้าหมายปี พ.ศ. 2569 ที่ 11.50 บาท และคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่าจุดแข็งจากการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่องจะสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว อีกทั้งบริษัทยังมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มในเชิงมูลค่า ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบนค่า PER ปี พ.ศ. 2569 ที่ระดับประมาณ 5.1 เท่า และคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลในอัตราสูงราว 6.5% ต่อปี โดยจ่ายปีละครั้ง ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนที่น่าสนใจภายใต้มูลค่าหุ้นที่ยังไม่แพงในรายละเอียดของพรีเซลไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568 แบ่งเป็นพรีเซลโครงการแนวราบ 11.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 78% เมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาสก่อน โดยส่วนหนึ่งมาจากการเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการใหม่สร้างยอดขายคิดเป็นประมาณ 4.3 พันล้านบาท หรือราว 36% ของพรีเซลแนวราบทั้งหมด ขณะที่พรีเซลคอนโดมิเนียมอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท ลดลง 14% เมื่อเทียบปีต่อปี และลดลง 11% จากไตรมาสก่อน โดยยอดขายส่วนหนึ่งมาจากโครงการใหม่ราว 0.8 พันล้านบาท ที่เหลือเป็นการระบายสต็อกเดิมทั้งนี้ ในไตรมาสดังกล่าว AP เปิดโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 22 โครงการ มูลค่ารวม 24.0 พันล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 21 โครงการ มูลค่า 20.8 พันล้านบาท มีอัตราการขายเฉลี่ยประมาณ 21% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดี ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ 1 โครงการ มูลค่า 3.2 พันล้านบาท และมีอัตราการขายอยู่ที่ประมาณ 24%

หยวนต้ามอง ICHI ยังน่าสนใจ ปันผลปี 69 ระดับ 8%
อ่าน

หยวนต้ามอง ICHI ยังน่าสนใจ ปันผลปี 69 ระดับ 8%

#ทันหุ้น - บล.หยวนต้า ส่องหุ้น บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI เบื้องต้นฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติใน Q4/68 ที่กรอบ 280-340 ลบ. ลดลง QoQ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว ประกอบกับบริษัทมักมีบันทึกค่าใช้จ่ายพนักงานที่สูงช่วงท้ายปี อาทิ โบนัสพนักงาน อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยคาดกำไรกลับมาโตเด่น YoY จาก 1) ฐานรายได้ที่สูงขึ้นหลังการออกสินค้าใหม่กลุ่มน้ำด่างขวดใหญ่ โดยปัจจุบันบริษัทยังขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง และใน Q4/68 ได้ออกสินค้าใหม่เพิ่มอีก 2 SKUs รวมถึงรายได้จากธุรกิจ OEM ที่ยังเติบโตเด่น จากฐานต่ำในปีก่อนที่บริษัทมีกำลังการผลิตจำกัด2) อานิสงส์เชิงบวกจากมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” เข้ามาช่วยหนุนกำลังซื้อ ขณะที่ GPM คาดยังอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 25% ลดลง QoQ ตาม U-rate แต่สูงขึ้น YoY จากแผนลดค่าใช้จ่ายในโรงงาน รวมถึงการหันมาเน้นการผลิตสินค้าแบรนด์ตัวเองมากขึ้นหนุน Product Mix แม้จะรับรู้ค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นจากการขยายกำลังการผลิตในช่วงต้นปี 2568 โดยฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปกติทั้งปี 25685 ที่ 1,237 ลบ. (-2.9% YoY)คาดกำไรปกติโต QoQ , YoY ใน Q1/69 ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรปกติใน Q1/69 มีโอกาสกลับมาเติบโตทั้ง QoQ และ YoY จากการเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนในช่วงเดือนมี.ค. ประกอบกับฐานที่ต่ำในปีก่อน ซึ่งบริษัทยังไม่มีรายได้จากสินค้าใหม่กลุ่มน้ำด่าง รวมถึงยังไม่มีรายได้จากธุรกิจ OEM และการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในระดับปัจจุบัน นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่รายใหม่สำหรับการรับจ้างผลิต โดยตั้งเป้าเริ่มผลิตและรับรู้รายได้ภายใน Q1/69 ซึ่งถือเป็น Upside ที่ยังไม่รวมอยู่ในประมาณการของฝ่ายวิจัยแนวโน้มกำไรปกติปี 2569 กลับมาสดใส สำหรับปี 2569 ฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติที่ 1,315 ลบ. กลับมาโต 6.3% YoY จาก 1) การรับรู้ผลของการออกสินค้าใหม่ที่ออกช่วงปี 2568 เต็มปี รวมถึงในปีนี้บริษัทยมีแผนออกสินค้าใหม่ต่อเนื่องครอบคลุมทั้งในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และร้านค้าปลีกทั่วไป (Traditional Trade) 2) การรับรู้รายได้จากการผลิตสินค้าให้ IF (OEM) เต็มปี นอกจากนี้หาก IF มีการขยายออเดอร์ หรือสามารถเจรจากับลูกค้ารายใหม่ได้เพิ่มเติม อาจส่งผลให้ประมาณรายได้และกำไรของฝ่ายวิจัยสูงกว่าคาดเป็น Upside และ 3) GPM คาดขยายตัวต่อ YoY จากผลของราคาเม็ดพลาสติกที่ลดลง ตามทิศทางราคาน้ำมันที่เป็นขาลงคงแนะนำ “ซื้อ” เลือกเป็น Top pick กลุ่มปี 2569 ทั้งนี้ คงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2569 ที่ 16.80 บาท อิง PER ในการประเมินมูลค่าที่ 16.6 เท่า ราคาหุ้นปรับขึ้น 28.6% ใน 6 เดือนที่ผ่านมา แต่หุ้นยังซื้อขายบน PER26 ที่ 13.3 เท่า ซึ่งมองว่าไม่แพง และสามารถคาดหวังเงินปันผลได้ระดับ 8% ต่อปี (คาดปันผล 2H68 ที่ 0.50 บาท) คงคำแนะนำ “ซื้อ” เลือกเป็น Top pick ของกลุ่มเครื่องดื่มสำหรับปี 2569

KGI คัด 3 หุ้นเด่นแนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน
อ่าน

KGI คัด 3 หุ้นเด่นแนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน

#ทันหุ้น – บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ BAM ให้เป้าพื้นฐาน 9.7 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้น Sideway up ประเมินแนวรับ 7.95 บาท / แนวต้าน 8.2 – 8.45 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/-9.0 บาท (Trailing stop 7.8 บาท) 2) ประเมิน Trend บ้านมือสองเร่งตัวขึ้น พร้อม Sentiment บวกดอกเบี้ยขาลง ประเมิน Trend ยอดขายบ้านมือสองจะเป็นขาขึ้นต่อเนื่องในปี 2569 ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยขาลงหนุนทั้ง Sentiment ยอดขายบ้านและต้นทุนเงินทุนของ BAM* … คาดระยะสั้นมี Catalyst บวกเรื่องการ JV กับธนาคารพาณิชย์ตั้ง AMC เพิ่มในต้นปี 2569 3) Valuation ถูก ปันผลสูง PBV 0.58 เท่า และคาดปันผลสำหรับปี 2568 หุ้นละ 0.5 บาท Dividend yield +6.3% ต่อปีหุ้น STECON ให้เป้าพื้นฐาน 7.0 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัว (Rounding bottom) หลังพักฐาน ประเมินแนวรับ 6.2 บาท / แนวต้าน 6.55 – 6.8 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 7.0 บาท (Stop loss 5.95 บาท) 2) ประเมิน Sentiment บวกจากการเลือกตั้งต้นเดือน ก.พ. และ คาดได้งาน Data center เร็วๆนี้ เราประเมินราคาหุ้นที่พักฐานหลัง การประมูลงานภาครัฐฯล่าช้า (ผลจากช่วงสุญญากาศทางการเมือง) อย่างไรก็ดีคาดราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบนี้ไปพอสมควรแล้ว และคาดหวัง Sentiment เชิงบวกช่วงใกล้เลือกตั้งต้นเดือน ก.พ.นี้ รวมทั้งคาดเตรียมประกาศงานก่อสร้าง Data center + อื่นๆ มูลค่ารวมราว 4 หมื่นล้านบาทใน 1H69 3) Valuation ไม่แพง PBV 0.6 เท่า (ต่ำกว่า -1SD ที่ 0.7 เท่า) และ คาด Dividend yield ปีละ 3.9%หุ้น SPA ให้เป้าพื้นฐาน 3.5 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นสร้างฐาน MACD ยกตัวก่อนราคาหุ้น ประเมินแนวรับ 2.98 บาท / แนวต้าน 3.12 – 3.20 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 3.4 บาท (Stop loss 2.9 บาท) 2) ประเมินการท่องเที่ยวไทยฟื้นตัว 4Q68 – 1Q69 หนุนผลการดำเนินฟื้นตัว เราประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานของ SPA ผ่านจุดต่ำสุด และคาดจะฟื้นตัวเด่นช่วง High season โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่คาดจะฟื้นตัว และลุ้นอานิสงส์จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง จีน-ญี่ปุ่น หนุนโอกาสที่นักท่องเที่ยวทั้ง 2 ชาติจะมาเที่ยวไทยแทน 3) Valuation ยังไม่แพง Forward PE ปี 2569 ลดลงเหลือ +/-15 เท่า (-1 SD) ขณะที่คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุด และคาดปี 2569 จะฟื้นตัว +11% YoY

KGI คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน
อ่าน

KGI คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน

ทันหุ้น – บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ GPSC ให้เป้าพื้นฐาน 49 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นเริ่มสร้างฐานบริเวณค่าเฉลี่ย 200 วัน (SMA) ขณะที่ MACD RSI เริ่มส่งสัญญาณบวก ประเมินแนวรับ 34.5 บาท / แนวต้าน 35.25 – 36.0 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 38 บาท (Stop loss 33.5 บาท) 2) ประเมินรับ Sentiment บวกจากต้นทุนที่ลดลง (ทั้งต้นทุนพลังงานและต้นทุนการเงิน) เราประเมินต้นทุนพลังงาน (ก๊าซ ถ่านหิน) ลดลง รวมทั้งคาดที่ประชุม กนง จะพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง หนุนแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2569 ขณะที่ประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นตาม Trend การลงทุน Data center 3) Valuation ไม่แพง PBV 0.91 เท่า (ต่ำกว่า -1 SD ที่ 1.1 เท่า)หุ้น CENTEL ให้เป้าพื้นฐาน 37.5 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวจากค่าเฉลี่ย 200 วัน (EMA) ขณะที่กราฟรายสัปดาห์มีโอกาสฟื้นรูปแบบ Inverse HeadShoulder ประเมินแนวรับ 30.5 บาท / แนวต้าน 31.5 - 33 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 35 บาท (Stop loss 29.5 บาท) 2) ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานเข้าสู่ High season 4Q-1Q คาดแนวโน้มกำไร 4Q68 จะฟื้นต่อเนื่อง QoQ YoY … เข้าดัชนี SET50 สำหรับรอบ 1H69 คาดเป็น Catalyst หนุนแรงเก็งกำไรระยะสั้นหุ้น BCH ให้เป้าพื้นฐาน 14 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวหลังสร้างฐาน และผ่านจุดกึ่งกลาง Bollinger band ประเมินแนวรับ 10.2 บาท / แนวต้าน 10.5 – 10.7 บาท กรณี Rebound ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/-11.0 บาท (Stop loss 9.9 บาท) 2) ประเมินแนวโน้มกำไร 4Q68 ฟื้น QoQ YoY ฝ่ายวิจัยฯ คาดแนวโน้มกำไร 4Q68 จะฟื้นตัว YoY QoQ จากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ฤดูฝนที่ล่าช้า และคาดไตรมาสนี้รายได้ค่ารักษาโรคร้ายแรง (RW>2) จะไม่มีปัญหาเช่นในปีก่อน 3) Valuation ถูก PBV 1.99 เท่า เป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ IPO และ Dividend yield 3.8% … คาดปันผลสำหรับ 2H68 อีก 0.24 บาท/หุ้น (Yield 2.3%)

ททท.ทรูชวนชิม
สิทธิพิเศษ

ททท.ทรูชวนชิม

-

CIVIL คว้า SET ESG Ratings ระดับ ‘AA’ ตอกย้ำการเติบโตอย่างยั่งยืน
อ่าน

CIVIL คว้า SET ESG Ratings ระดับ ‘AA’ ตอกย้ำการเติบโตอย่างยั่งยืน

#ทันหุ้น - นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) (CIVIL) เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ระดับ AA ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ด้วยคะแนนการประเมิน 89 คะแนน จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สะท้อนความก้าวหน้าอย่างโดดเด่น และศักยภาพการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวการประเมินในระดับดังกล่าว เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างเป็นระบบในทุกมิติของ ESG ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล รวมถึงการบูรณาการแนวคิดความยั่งยืนเข้าสู่กระบวนการดำเนินธุรกิจหลักขององค์กร“การได้รับ SET ESG Ratings ระดับ AA ในครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง จากความทุ่มเทของพนักงานทุกระดับ ในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างเข้มข้นตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ FTSE Russell ESG Scores ในปีหน้า” นายปิยะดิษฐ์ กล่าวทั้งนี้ CIVIL ยังได้รับการประเมิน CGR ระดับ “ดีเลิศ” จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001, ISO 14001 และ ISO 45001 ตั้งแต่ปี 2567 สะท้อนถึงโครงสร้างการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง ระบบบริหารจัดการตามมาตรฐานสากล และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงด้าน ESG อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ททท.ทรูชวนชิม
สิทธิพิเศษ

ททท.ทรูชวนชิม

-

ช็อกโลก! 'โจ เยว่ หลง' โค่น รอนนี่ 6-4 เฟรม รอบ 32 คน ศึกสอยคิวยูเคฯ
อ่าน

ช็อกโลก! 'โจ เยว่ หลง' โค่น รอนนี่ 6-4 เฟรม รอบ 32 คน ศึกสอยคิวยูเคฯ

ศึกสนุกเกอร์ยูเค แชมเปี้ยนชิพ 2025 เกิดเซอร์ไพรส์ใหญ่เมื่อ โจ เยว่ หลง มือ 29 โลก โชว์ฟอร์มเฉียบปราบ รอนนี่ โอซัลลิแวน แชมป์เก่า 8 สมัย 6-4 เฟรม ส่งตำนานลูกสนุ้กกระเด็นตกรอบแบบสุดช็อก การแข่งขันสนุกเกอร์อาชีพโลก "ยูเค แชมเปี้ยนชิพ 2025" รายการระดับ "ทริปเปิลคราวน์" ชิงเงินรางวัลรวม 1.2 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 51 ล้านบาท ณ บาร์บิกัน เซ็นเตอร์ เมืองยอร์ค ประเทศอังกฤษ เมื่อคืนวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นการชิงชัยในรอบ 32 คนสุดท้าย "เดอะ ร็อคเก็ต" รอนนี่ โอซัลลิแวน มืออันดับ 5 ของโลกจากอังกฤษ พบ โจ เยว่ หลง อันดับ 29 ของโลกจากจีน โดยรายการนี้ รอนนี่ โอซัลลิแวน ลงสนามในฐานะ "แชมป์เก่า 8 สมัย" และเคยผ่านเข้าชิง "ยูเค แชมเปี้ยนชิพฯ" มาแล้วทั้งหมด 9 ครั้ง ผลปรากฏว่า โจ เยว่ หลง ออกคิวได้อย่างยอดเยี่ยมและเบียดเอาชนะ "เดอะ ร็อคเก็ต" ไปแบบสุดมันส์ 6-4 เฟรม ผ่านเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้ายได้สำเร็จ โดยจะเข้าไปพบกับ "ฉลามหิน" มาร์ค เซลบี้ อันดับ 11 ของโลกจากอังกฤษ ที่เอาชนะ เล่ย เพ่ย ฟาน อันดับ 31 ของโลกจากจีน 6-2 เฟรม หลังจบการแข่งขัน รอนนี่ โอซัลลิแวน กล่าวชื่นชม โจ เยว่ หลง ว่าเล่นได้ดีกว่าตนเองในวันนี้ และสมควรแล้วที่ เย่ว หลง จะเก็บชัยชนะผ่านเข้าสู่รอบต่อไป ส่วนฟอร์มการเล่นของตนเองถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะผิดพลาดเองง่ายๆ หลายครั้ง

Trading Idea หุ้น “TTB” วัดกราฟ ลุ้นกรอบต้าน
อ่าน

Trading Idea หุ้น “TTB” วัดกราฟ ลุ้นกรอบต้าน

#ทันหุ้น – ภควัต พิสุทธิพันธุ์” รองหัวหน้าฝ่ายสายงานธุรกิจลูกค้ารายย่อย บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) แนะนำหุ้น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB มองว่าเป็น 1 ในหุ้น dividend play และมีสัญญาณซื้อทางเทคนิค ทำให้น่าสนใจลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนคาดผลการดำเนินงานไตรมาส 4/68 ชะลอตัวลงเล็กน้อย QoQ เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยรับที่ชะลอตัวลงตาม NIM ที่ลดลงจากการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงก่อนหน้านี้นอกจากนั้นยังได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้นตามปัจจัยฤดูกาลอย่างไรก็ตามคาดว่าสินเชื่อมีโอกาสขยายตัวได้ดีขึ้น QoQ หนุนจากความต้องการใช้สินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์ที่สูงขึ้นจากงาน Motor Expo ที่จัดในช่วงปลายปี รวมถึงการขยายพอร์ตสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะสินเชื่อ Top up ที่ให้กับลูกค้าที่มีศักยภาพ ทำให้ธนาคารสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆได้มากขึ้น ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในส่วนของการตั้งสำรองในไตรมาสนี้มีแนวโน้มลดลง เพราะมีการตั้งสำรองส่วนเกินไปมากแล้วในช่วงไตรมาสก่อนหน้า รวมไปถึงคาดว่าตัวเลข NPL มีแนวโน้มลดลงจากการที่ธนาคารยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่องกราฟราคาหุ้นมีแนวรับ 1.89 บาท แนวต้าน 1.97 บาท (Stop loss ถ้าหลุด 1.85 บาท)ราคาหุ้นมี upside เพิ่มเติมจากความเป็นไปได้ที่ทางธนาคารอาจมีการประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนรอบใหม่ในช่วงต้นปีหน้าปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายที่ 2568PBV 0.75 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 0.81 เท่า

เคาะไป คุยไป : เคาะ SAV
อ่าน

เคาะไป คุยไป : เคาะ SAV

#ทันหุ้น- SAV บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 3Q25 ที่ 128.1 ล้านบาท -1.4%QoQ, +1.6%YoY ชะลอตัวลง QoQ ตามปัจจัยฤดูกาลตามจำนวนเที่ยวบินรวมที่ลดลง โดยเฉพาะเที่ยวบินภายในประเทศที่ -24.4%QoQ รวมถึงผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าบางส่วนของกัมพูชาและผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่วนภาพ YoY ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องตามอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหลังโควิด-19 สะท้อนผ่านจำนวนเที่ยวบินรวมที่เพิ่มขึ้น 12.5%YoY แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ (Landing Take-off: International) +10.2%YoY และเที่ยวบินบินผ่าน (Overflight) +14.1%YoYแนวโน้ม 4Q25F คาดทำจุดสูงของปี (ราว 140 ล้านบาท) จากการเข้าสู่ช่วง High season โดย Overflight เติบโตอย่างต่อเนื่องตามปัจจัยฤดูกาล และการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคเช่นเวียดนาม และมาเลเซีย แม้จะมีประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทำให้มีการปิดน่านฟ้าไปบ้าง แต่ปริมาณเที่ยวบิน Overflight ยังคงเติบโตต่อเนื่อง QoQ สะท้อนผลกระทบที่จำกัดจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชาส่งผลให้คาดการณ์รายได้ปี 25 ใกล้เคียงระดับก่อนโควิด (ปี 19: 2.0 พันลบ.) และกำไรสูงกว่าเดิม และปี 26F จะทยอยรับรู้รายได้โครงการเรดาร์ TCML และระบบ FOD ในสนามบินสุวรรณภูมิ มูลค่ารวมกว่า 2.38 พันล้านบาท ซึ่งจะทยอยส่งมอบใน 2 ปี หนุนรายได้และกำไรเติบโตระดับ Double Digit อย่างมีนัยสำคัญสำหรับประเด็นการขายหุ้นซื้อคืน ไม่ได้มีนัยยะต่อราคาหุ้นมากนัก และไม่น่าจะสร้าง Overhang ต่อราคา เนื่องจากมีจำนวนเพียง 1.57 ล้านหุ้น มูลค่า 16.8 ล้านบาท (เทียบกับวงเงินของโครงการที่ 180 ล้านบาท) และมีช่วงเวลาขายตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 26 – 30 ต.ค. 2528ในเชิง Sentiment ตลาดประเมินความเสี่ยงจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยเรามองว่า SAV ไม่ใช่ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงเหมือนกลุ่ม Consumer product ที่อาจได้รับกระแสต่อต้านจากคนในชาติ ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา แม้กัมพูชาจะมีปัญหาทางการเมืองภายในหรือความขัดแย้งกับไทย ตั้งแต่การจลาจลในกรุงพนมเปญ ม.ค. 2003, กรณีเขาพระวิหาร 2008-11, ข่าวพนักงาน CAT Telecom ลอบส่งข้อมูลตารางการบินของคุณทักษิณและ อดีตนายกฯฮุนเซน แก่รัฐบาลอภิสิทธิ์ 2009 พบว่าทางการกัมพูชายังไม่เคยยุติสัมปทาน หรือเข้ามาควบคุมกิจการเกิน 3 เดือน จึงประเมินว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นในกรณีร้ายแรงที่จะถูกยึดสัมปทานนั้นน้อยมาก นอกจากนี้ความกังวลเกี่ยวกับความคืบหน้าการบริหารจราจรของสนามบินที่ลาว ผู้บริหารขอยังไม่โฟกัสในช่วงนี้ อยากให้สถานการณ์ไทย-กัมพูชาคลี่คลายก่อนแนะนำ “เคาะ” ครับ ทางด้านปัจจัยเทคนิค ระยะสั้นกลุ่มแท่งเทียนโดจิแกว่งตัวกรอบแคบเพื่อสร้างฐานราคารูปแบบแอ่งกระทะ แนวรับสำคัญเน้นยืนจุดต่ำแท่งเทียนรอบก่อนหน้า แนวต้านNeck Line 11.60 ผ่านยืนและมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นตามกัน เป็นสัญญาณชี้นำการกลับขึ้นของรูปแบบ แนวต้านจบรูปแบบ 12.60-12.80คำแนะนำ ASLกรณี “มีหุ้น” ถือหรือซื้อเพิ่ม มีโอกาสทดสอบแนวต้าน 11.60/12/12.60กรณี “ไม่มีหุ้น” ซื้อระยะสั้นเน้นยืนแนวรับ 11/10.70 ไม่ควรต่ำกว่า

SSP ออกหุ้นกู้ชุดใหม่ ดอกเบี้ย 4.30-4.50% คาดเปิดจองซื้อ 20-21, 24 พ.ย.นี้
อ่าน

SSP ออกหุ้นกู้ชุดใหม่ ดอกเบี้ย 4.30-4.50% คาดเปิดจองซื้อ 20-21, 24 พ.ย.นี้

#ทันหุ้น - บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ ครั้งที่ 3/2568 อายุหุ้นกู้ 2 ปี 4 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ [4.30 - 4.50]% ต่อปี เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ คาดว่าจะเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 20 – 21 และ 24 พฤศจิกายน 2568นายชยุตม์ หลีหเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SSP) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ ครั้งที่ 3/2568 จัดสรรให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยเป็นหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน อายุ 2 ปี 4 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ [4.30 - 4.50]% ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ (ยกเว้นงวดดอกเบี้ยแรกซึ่งมีระยะเวลาน้อยกว่า 3 เดือน) ทั้งนี้ หุ้นกู้ดังกล่าว ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ที่ระดับ "BBB" แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” จาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568บริษัทฯ มั่นใจว่าหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจ ด้วยผลตอบแทนที่สม่ำเสมอของบริษัทฯ จากรายได้ในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีคู่สัญญาหลักเป็นภาครัฐ ตลอดจนความหลากหลายของรูปแบบพลังงานในพอร์ต และการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยทั้งหมดนี้จะสามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ตอบโจทย์ผู้ลงทุนที่มองหาโอกาส สร้างผลตอบแทนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนทั้งนี้ บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.sec.or.thหรือติดต่อผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ดังต่อไปนี้ผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นกู้-ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) โทร.02-626-7777หรือจองซื้อผ่านแอปฯCIMB Thaiสำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่ที่เป็นบุคคลธรรมดา-บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด โทร02-680-4004-บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร02-351-1800กด1-บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด โทร 02-695-5555-บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร 02-658-5050

บล.โกลเบล็ก แนะนำ “ซื้อ” GUNKUL ราคาเป้าหมายที่ 2.50 บาท
อ่าน

บล.โกลเบล็ก แนะนำ “ซื้อ” GUNKUL ราคาเป้าหมายที่ 2.50 บาท

บล.โกลเบล็ก แนะนำ “ซื้อ” GUNKUL ราคาเป้าหมายที่ 2.50 บาท#ทันหุ้น #SET #GUNKUL บล.โกลเบล็ก แนะนำ “ซื้อ” บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ราคาเป้าหมายที่ 2.50 บาทผู้นำห่วงโซ่พลังงานครบวงจรของประเทศไทย· เติบโตจากกำลังการผลิตใหม่ที่รอจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ 835 เมกะวัตต์(ปัจจุบันบริษัทฯ มีพอร์ตโฟลิโอของการผลิตพลังงานสีเขียวทั้งหมดอยู่ที่ 1,260 เมกะวัตต์)· GUNKUL มีความแข็งแกร่งอยู่ที่ห่วงโซ่ด้านพลังงานสะอาดแบบบูรณาการต้นน้ำ-ปลายน้ำ· คงคำแนะนำซื้อและราคาเป้าหมายที่ 2.50 บาทเรียนรู้ ก้าวผ่าน สู่ยุคแห่งการเติบโตรอบใหญ่จากการที่บริษัทเดินกลยุทธ์แจก “Stock dividend” หรือการจ่ายปันผลเป็นหุ้นแทนที่จะเป็นเงินสด (2555-2562) และการลงทุนที่ไม่ค่อยสดใสจากธุรกิจกัญชง (2565-2567) แต่มาวันนี้ GUNKUL ภายใต้ผู้บริหารชุดใหม่นำโดย คุณนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) จะมีการ Transform และการเปลี่ยนแปลงมากมายที่อาจทำให้กลายเป็นองค์กรที่มีการเติบโตยุคใหม่แบบยั่งยืน ด้วยทิศทางยุทธศาสตร์ใหม่1) Build business muscles โดย GUNKUL มีจุดแข็งที่ไม่มีบริษัทไทยมีโมเดลธุรกิจใกล้เคียง เพราะ GUNKUL ประกอบธุรกิจทั้งต้นน้ำ (ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า) , กลางน้ำ (EPC), และปลายน้ำ (ผลิตไฟฟ้า) ต่างจากคู่แข่งอื่นที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจครบต่อเนื่องกันทั้งสามส่วน และนี่ทำให้ GUNKUL สามารถเติบโตได้ทั้งสามชั้นพร้อมกันจากโรงไฟฟ้าหนึ่งโครงการ2) Trim operational fat โดยลดต้นทุนและหาพาร์ตเนอร์ร่วมพัฒนาโรงไฟฟ้าเพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการเติบโตทั้งจากโครงการใหม่และการเข้าซื้อกิจการในประเทศและต่างประเทศและปลดล็อคภาระหนี้3) Create stakeholder impact ด้วยการเน้นประโยชน์จาก Economies of Scales /Scopes /Speed ที่มีพร้อมในองค์กรปัจจุบันเบื้องหลังสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาระหว่างปี 2555-2562 GUNKUL ประกาศจ่ายปันผลเป็นหุ้นรวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายในตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 4.55 เท่า จาก 1.6 พันล้านหุ้น ในเดือนเมษายน 2555 เป็น 8.83 พันล้านหุ้น ในเดือนเมษายน 2562 แม้ว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องจาก 90 ล้านบาทในปี 2554 เป็น 2.1 พันล้านบาท ในปี 2562 ซึ่งเป็นผลจากการทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโซลาร์ฟาร์มและวินด์ฟาร์ม แต่กำไรต่อหุ้น (EPS) ของ GUNKUL กลับปรับลดลงจาก 0.475 บาทในปี 2555 เป็น 0.242 บาทในปี 2562 และแตะระดับต่ำสุดที่ 0.086 บาทในปี 2560 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทเลือกจ่ายปันผลเป็นหุ้นแทนการจ่ายปันผลเป็นเงินสดโรดแมปการเติบโตของกำไรสุทธิที่ชัดเจนจากกำลังการผลิตที่มีการลงนามสัญญาครบถ้วนแล้วรวม 835 เมกะวัตต์ เราคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิของ GUNKUL มีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องจาก 1.7 พันล้านบาทในปี 2567 สู่ระดับ 3.1 พันล้านบาทภายในปี 2573 ซึ่งหมายความว่ากำไรสุทธิของ GUNKUL จะเติบโต 11% ในปี 2567-2573 โดยสมมติฐานของเราพิจารณาแบบคอนเซอร์เวทีพแนะนำซื้อที่ราคา TP 2.5 บาทเราเชื่อว่าตอนนี้ GUNKUL ใกล้จะเข้าสู่การเติบโตระลอกใหม่ (S-curve) มาจากการเติบโตของกำลังการผลิตที่ได้ในเฟส 1.0 และ 2.1 ว่าน่าจะทำให้กำไรสุทธิเติบโตมากกว่าที่คาดไว้ในปี 2568-2570 โดยนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ ทั้งโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1.5 GW มีทิศทางที่คาดว่าจะชัดเจนมากขึ้น และแผนการเปิดเสรี Private PPA ไปสู่โมเดลพลังงานใหม่ที่เป็น Direct PPA ซึ่งจะหนุนการเติบโตเพิ่มเติมให้กับ GUNKUL ในมุมมองของเรา

KGI เจาะ 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน
อ่าน

KGI เจาะ 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน

#ทันหุ้น - บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) เจาะ 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ CENTEL ให้เป้าพื้นฐาน 37.5 บาท โดย 1) ประเมินรูปแบบราคาพักฐานในกรอบ Sideway up ประเมินแนวรับ 30.5 บาท / แนวต้าน 31.75 – 32.25 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 34 บาท (Stop loss 29.75 บาท) 2) ประเมินธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารฟื้นเด่นใน 3Q68 และต่อเนื่องใน High season 4Q68 โดย “รายได้ต่อห้องพักที่พร้อมให้บริการ” (RevPar) เดือน ก.ค.-ส.ค. ฟื้นตัวแรง QoQ ทั้งในไทยและที่มัลดีฟส์ ขณะที่อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของธุรกิจร้านอาหารฟื้น +3% YoY (จาก -3% YoY ใน 2Q68) และคาดหวังการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 4Q68 3) Valuation ไม่แพง PBV 1.95 เท่า (-1.5 SD)หุ้น AEONTS ให้เป้าพื้นฐาน 121 บาท โดย 1) ประเมินรูปแบบราคาพักบริเวณแนวรับ ในกรอบ Sideway up ประเมินแนวรับ 117.5 บาท / แนวต้าน 119.5 – 122.5 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 128 บาท (Stop loss 155.5 บาท) 2) ประเมิน Sentiment บวกจากมาตรการซื้อหนี้ NPL ของภาครัฐฯ ล่าสุด ธปท. เตรียมจัดตั้ง AMC ซื้อหนี้ NPL (มูลหนี้รวม 1.2 แสนล้านบาท) เน้นที่หนี้เสียจาก Non-bank และหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ราย จะทำให้ภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์ของ AEONTS* ดีขึ้น … ดัชนีราคารถมือสองปรับลดลง 3 เดือนติดต่อกัน คาดจะมีแรง Switching เปลี่ยนตัวเล่นจากกลุ่มลีสซิ่ง จำนำทะเบียน มาธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิตอย่าง AEONTS* 3) Valuation ไม่แพง Forward PE 9.4 เท่า (-1 SD) PBV 1.1 เท่า (-1.5 SD)หุ้น TRUE ให้เป้าพื้นฐาน 11.4 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นสร้างฐาน มีโอกาส Rebound ประเมินแนวรับ 11.1 บาท / แนวต้าน 11.4 – 11.6 บาท กรณี Rebound ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 11.8 บาท (Stop loss 10.8 บาท) 2) ประเมินแนวโน้มกำไร 3Q68 – 4Q68 โตเด่น YoY QoQ ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไรสุทธิ 3Q68 = 2.8 พันล้านบาท (+37% QoQ Turnaround YoY) และคาดกำไรปกติ 4.9 พันล้านบาท (+18% QoQ +70% YoY) โดย ARPU (รายรับเฉลี่ยต่อผู้ใช้) เพิ่มขึ้นแรง + ต้นทุนคลื่นฯลดลง ทำให้แทบไม่มีผลจากลูกค้าที่ย้ายค่าย และคาด 4Q68 จะรับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ + Smartphone ใหม่ๆ (รวมถึง iPhone17) 3) Valuation ยังไม่แพง Forward PE +/-21 เท่า และคาดจะลดลงเหลือ +/-18 เท่าบนประมาณการฯปีหน้า (คาดกำไรโต +15% YoY)

DELTA เอเซีย พลัส อัพกำไรปี 68-69 ขึ้นมองแนวโน้มแข็งแกร่ง-เพิ่มปรับคำแนะนำเป็นถือ
อ่าน

DELTA เอเซีย พลัส อัพกำไรปี 68-69 ขึ้นมองแนวโน้มแข็งแกร่ง-เพิ่มปรับคำแนะนำเป็นถือ

#DELTA #ทันหุ้น-ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ DELTA ซึ่งได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2568 – 2569 ขึ้นจากเดิมเฉลี่ยราว 11% และได้ปรับ PER ขึ้นจากเดิมที่ 52.1 เท่า (-1.0 S.D) เป็น 77.1 เท่า (+1.0 S.D) เพื่อสะท้อนกำไรที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 และขยับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 175 บาทนอกจากนี้ได้ปรับคำแนะนำขึ้นจากเดิม “Underperform” หรือ ขาย เป็น “Neutral”หรือ ถือ สำหรับ DELTA แม้ราคาหุ้นปัจจุบันจะสูงกว่าราคาเป้าหมาย แต่สามารถเก็งกำไรได้จากระยะสั้นมีปัจจัยผลักดันราคาหุ้นจากกำไรที่คาดจะออกมาดีในงวดไตรมาส 3/68 และ อุตสาหกรรม AI / ดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อไปในระยะยาว ส่งผลดีต่อความต้องการชิปที่ทรงพลัง รวมทั้งสินค้าเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทให้สูงขึ้นตามไปด้วยฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส คาดไตรมาส 3/68 DELTA จะมีมีกำไรสุทธิที่ 6.2 พันล้านบาท (+34% QoQ, +5% YoY) หนุนจาก 1) ยอดขายจะทำสถิติสูงสุดใหม่ เป็น 1.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+12% QoQ,+23% YoY) หรือ 4.8 หมื่นล้านบาท (+10% QoQ, +13% YoY) โดยเฉพาะสินค้าเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง,2) อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 27.7% จาก 25.0% ใน 2Q68 ตามสัดส่วนการขายสินค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ที่สร้างมาร์จิ้นสูงและ 3) ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายพิเศษเป็นจำนวนสูงอย่างในไตรมาสก่อนหน้า ที่มีค่าใช้จ่ายในการยุติข้อพิพาททางคดีความในสหรัฐ, การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญ และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทั้งนี้ หากกำไรในไตรมาส 3/68 ออกมาอย่างคาด จะทำให้ภาพรวมกำไรช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 มีสัดส่วนราว 78% ของคาดการณ์กำไรทั้งปี 2568 ของเราที่ 2.0 หมื่นล้านบาทยอดขายและมาร์จิ้นยังมีแนวโน้มเติบโตดีต่อไปอีกในไตรมาส 4/68 จากความต้องการสินค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังมีอยู่มาก ซึ่งอาจถูกหักล้างไปบ้างจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของค่าลิขสิทธิที่ต้องจ่ายให้ บ.แม่ (เดลต้า ไต้หวัน) มากขึ้น ตามปริมาณงานโครงงานที่ต้องใช้เทคโนโลยีจาก บ.แม่ ซึ่งจะมีเข้ามามากขึ้น ดังนั้นการเติบโตของกำไร QoQ ในงวดไตรมาส 4/68 เป็นสิ่งท้าทาย แต่ยังเชื่อว่าจะโตได้แรง YoY จากฐานต่ำในปีก่อน

ผู้บริหาร Pantera Capital ชี้ “ยังไม่สายเกินไป” ที่จะเข้าสู่ตลาดคริปโท
อ่าน

ผู้บริหาร Pantera Capital ชี้ “ยังไม่สายเกินไป” ที่จะเข้าสู่ตลาดคริปโท

#คริปโทเคอร์เรนซี #ทันหุ้น ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า Cosmo Jiang หุ้นส่วนทั่วไปของ Pantera Capital กล่าวว่า นักลงทุนที่พลาดโอกาสในกระแสคริปโทเคอร์เรนซียังคงมีโอกาสเข้าสู่ตลาดได้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลใด ๆ เลย แม้ว่า Bitcoin เพิ่งจะทะลุ 126,000 เป็นครั้งแรกและทำสถิติสูงสุดตลอดกาลใหม่ แต่ Jiang กล่าวในรายการ FastMoney ของ CNBC เมื่อวันจันทร์ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงลังเลและไม่มีการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลแม้แต่ศูนย์เปอร์เซ็นต์ "ผลสำรวจของ BankofAmerica เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนแสดงให้เห็นว่า กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของนักลงทุนยังคงถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล 0 เปอร์เซ็นต์" เขากล่าว "นั่นเป็นจำนวนที่มากทีเดียว ดังนั้นความคิดที่ว่าสินทรัพย์ดิจิทัล 'สายเกินไปแล้ว' จึงไม่เป็นความจริง หากคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถือครองมัน" การถือครองคริปโตยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก รายงาน State of Crypto 2025 ของสมาคมคริปโทเคอร์เรนซีแห่งชาติ ที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม พบว่า มีผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเพียงหนึ่งในห้า หรือ 21 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ถือครองคริปโทเคอร์เรนซีอย่างน้อยบางรูปแบบ ในระดับโลก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประเทศที่นำหน้าในการยอมรับคริปโต แต่มีประชากรเพียง 25.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ถือครอง ตามรายงานของ ApeXProtocol เมื่อเดือนกันยายน Tom Bruni หัวหน้าฝ่ายตลาดของ Stocktwits บอกกับ Cointelegraph ในเดือนกันยายนว่า ราคา Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นบ่อยครั้งอาจทำให้นักลงทุนบางรายรู้สึกกลัวและคิดว่าตัวเองพลาดโอกาสไปแล้ว Bitcoin ได้รับความชอบธรรม ถึงเวลาของ Altcoin แล้ว นอกจากโอกาสการเติบโตของตลาดที่ยังมีอยู่มาก Jiang ยังกล่าวว่า ในมุมมองของ Pantera ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือช่วงเวลาของการ "ทำให้ Bitcoin ได้รับความชอบธรรม" และในเมื่อผู้คน "เข้าใจ" แล้ว ก็ถึงเวลาที่ Altcoin จะโดดเด่นบ้าง "ขั้นตอนต่อไป และสิ่งที่กฎหมายของรัฐสภากำลังเปิดโอกาสอย่างแท้จริง คือการที่สินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ จะเข้ามามีบทบาท Ethereum, Solana" เขากล่าว "สิ่งเหล่านี้คือแพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเราเชื่อว่า Solana กำลังก้าวไปสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (mega-cap) แห่งยุคถัดไป" ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามในกฎหมาย GENIUS Act เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกำกับดูแล Stablecoin แต่ยังคงรอการดำเนินการตามกฎระเบียบขั้นสุดท้าย กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตของสหรัฐฯ คือ CLARITY Act ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการเช่นกัน และถูกคาดการณ์ว่าจะถึงโต๊ะของ Trump ภายในสิ้นปีนี้ สินทรัพย์ดิจิทัลยังคงได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่อง แม้ผู้คนจำนวนมากยังคงรอดูสถานการณ์อยู่ Jiang กล่าวว่า Bitcoin ยังคงเห็นเงินทุนไหลเข้าอย่างแข็งแกร่ง จากผู้ที่ทำกำไรไปสู่ผู้ซื้อรายใหม่ ท่ามกลาง "ความต้องการที่ล้นหลาม" ในกองทุน Exchange-Traded Funds (ETFs) "ปีนี้เป็นปีที่ปัจจัยลบมากมายได้กลายเป็นปัจจัยบวก (tailwinds) สำหรับคริปโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดที่ว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นได้ยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่" เขากล่าว "เราเห็นเงินทุนเริ่มไหลเข้ามาอย่างแท้จริง ในมุมมองของ ETF ขณะนี้เงินไหลเข้า BitcoinETF ได้แซงหน้ายอดเงินที่ไหลเข้า Nasdaq นับตั้งแต่เปิดตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก" SpotBitcoinETFs บันทึกยอดเงินไหลเข้าสุทธิ 3.24 พันล้านดอลลาร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเกือบจะเท่ากับสถิติสูงสุดของสัปดาห์ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ที่มา https://cointelegraph.com/news/investors-havent-missed-the-boat-as-bitcoin-hits-new-high

Tether สู่บริษัททำกำไรสูงสุดในโลก? CIO Bitwise ชี้แซง Saudi Aramco ได้
อ่าน

Tether สู่บริษัททำกำไรสูงสุดในโลก? CIO Bitwise ชี้แซง Saudi Aramco ได้

#Tether #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Tether ผู้ออก Stablecoin ชั้นนำ อาจแซงหน้าสถิติของ Saudi Aramco เพื่อก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่ทำกำไรมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามความเห็นของ Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) ของ Bitwise ในบันทึกถึงลูกค้าฉบับล่าสุด Hougan ตั้งข้อสังเกตว่า รายงานล่าสุดที่ Tether กำลังมองหา มูลค่าบริษัท 500,000 ล้านดอลลาร์ นั้นน่าตกใจ ซึ่งจะทำให้เป็นหนึ่งในบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกเคียงข้าง OpenAI และ SpaceX แต่ชี้ว่าเส้นทางการเติบโตของบริษัทจะสมเหตุสมผลมากขึ้นเมื่อพิจารณาจากตลาดเงินขนาดใหญ่ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้ ก่อนหน้านี้ในปีนี้ Paolo Ardoino ซีอีโอของ Tether อ้างว่า USDT ถูกใช้งานโดยผู้คนกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก โดยเติบโตด้วยอัตรา 35 ล้านวอลเล็ตต่อไตรมาส โดยมุ่งเน้นที่ประเทศกำลังพัฒนาขณะที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐฯ Tether ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 127,000 ล้านดอลลาร์ ณ ไตรมาสที่ 2 ซึ่งทำให้ติดอันดับหนึ่งใน 20 ผู้ถือครองรายใหญ่ที่สุด เทียบได้กับประเทศอธิปไตยอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และเยอรมนี และตามหลังซาอุดีอาระเบียเพียงเล็กน้อย ตามสถิติของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Hougan กล่าวว่าด้วยการครอบงำเกือบทั้งหมดในการนำ Stablecoin ไปใช้ในประเทศนอกโลกตะวันตก จึงมีโอกาสที่ตลาดเกิดใหม่จำนวนมากจะเปลี่ยนจากการใช้สกุลเงินของตนเองเป็นหลัก มาใช้ USDT ซึ่งในกรณีนี้ Tether อาจเติบโตจนบริหารสินทรัพย์ได้ถึงระดับ ล้านล้านดอลลาร์ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ด้วยอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน การมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ จะสร้างผลกำไรที่สูงเกินกว่าผลกำไร 120,000 ล้านดอลลาร์ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันในปี 2567 Tether ซึ่งมีทีมงานไม่ถึง 200 คน สร้างผลกำไรประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2567 และปัจจุบันถือครอง Bitcoin กว่า 100,000 BTC (11,400 ล้านดอลลาร์) ก็ได้ขยายการลงทุนอย่างจริงจังในโครงการต่าง ๆ นอกเหนือจาก Stablecoin ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ครอบคลุมภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ โทรคมนาคม ศูนย์ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และการขุด Bitcoin นอกจากนี้ บริษัทเพิ่งประกาศเปิดตัว USAT ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ได้รับการกำกับดูแลโดยสหรัฐอเมริกาและมีดอลลาร์หนุนหลัง เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้ชาวอเมริกันและเสริมการเข้าถึงทั่วโลกของ USDT คริปโตกําลังเข้าสู่ตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก Hougan ให้เหตุผลว่าศักยภาพของ Tether แสดงให้เห็นถึงประเด็นที่กว้างขึ้น นั่นคือ คริปโตกําลังไล่ตามตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก จนกระทั่งการเข้าถึงส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างมูลค่าที่สูงเกินจริงได้ ดังที่เห็นได้จากมูลค่าตลาดของ Bitcoin ที่ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่ผู้เคลือบแคลงอาจพบว่าตัวเลขนี้ยากที่จะหาเหตุผลมาสนับสนุน แต่เขากล่าวว่ามันเป็นเพียงไม่ถึง 10% ของตลาดทองคำมูลค่า 25 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ Bitcoin กำลังตั้งเป้าหมาย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ง่ายกว่ามากเมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีที่พยายามจะแทนที่ส่วนแบ่งตลาด Amazon 100% เพื่อให้ได้มูลค่าเท่ากัน บล็อกเชนอย่าง Ethereum และ Solana ก็กำลังแข่งขันในตลาดการชำระเงินและตลาดทุนทั่วโลกที่มีขนาดใหญ่เช่นกัน McKinsey ประมาณการว่าอุตสาหกรรมการชำระเงินมีการประมวลผลธุรกรรม 1.8 พันล้านล้านดอลลาร์ ในแต่ละปี ขณะที่ SIFMA และ Savills ประมาณการว่ามูลค่ารวมของหุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 665 ล้านล้านดอลลาร์ "ในความเป็นจริง ตลาดมีขนาดใหญ่มาก จนไม่มีบริษัทรวมศูนย์แห่งใดจะใฝ่ฝันที่จะสามารถเข้าครอบครองได้เกินส่วนแบ่งเล็ก ๆ" Hougan กล่าว "แต่ Ethereum และ Solana แตกต่างกัน ในฐานะซูเปอร์คอมพิวเตอร์แบบกระจายอำนาจในระดับโลก พวกเขามีโอกาสที่แท้จริงในการคว้าส่วนแบ่งหลัก นั่นคือเหตุผลที่พวกเขามีมูลค่าประมาณ 500 พันล้านดอลลาร์ และ 100 พันล้านดอลลาร์ ตามลำดับ" นัยยะการลงทุนในคริปโต Hougan ได้เน้นย้ำถึงข้อสรุปสองประการสำหรับนักลงทุน: ศักยภาพการเติบโตของคริปโตอยู่ที่การมุ่งเป้าไปที่ ตลาดที่มีขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดในโลก และลักษณะความเสี่ยงที่ต้องการ การกระจายความเสี่ยง เขาเปรียบเทียบการลงทุนในคริปโตกับการลงทุนในกิจการร่วมค้า (Venture Capital) ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งการเดิมพันส่วนใหญ่ล้มเหลว แต่ส่วนน้อยจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมนี้จะเห็นการล่มสลายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์มากกว่าอุตสาหกรรมใด ๆ แต่ความล้มเหลวเหล่านั้นก็อาจถูกถ่วงดุลด้วยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดที่เคยเห็นในพื้นที่เทคโนโลยีแบบดั้งเดิม คำถามสำหรับนักลงทุนคือ ไม่ใช่โทเคนใดจะประสบความสำเร็จ แต่คือคริปโตโดยรวมจะ มีความสำคัญมากขึ้นในอีกห้าปีข้างหน้า หรือไม่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Bitwise กล่าว ที่มา https://www.theblock.co/post/372869/bitwise-cio-says-tethers-growth-trajectory-could-lead-to-record-breaking-profits-in-the-long-run

PR9 เมย์แบงก์ คาดรายได้สูงสุดในกลุ่ม ตลาดกาตาร์หนุน
อ่าน

PR9 เมย์แบงก์ คาดรายได้สูงสุดในกลุ่ม ตลาดกาตาร์หนุน

#PR9 #ทันหุ้น-บล.เมย์แบงก์(ประเทศไทย) แนะนำหุ้นบริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน)หรือ PR9 มองว่ารายได้มีการเติบโตเด่นเด่นสูงสุดในกลุ่ม ซึ่งได้แรงหนุนหลักจากรายได้ต่างประเทศ โดยเฉพาะการเจาะตลาดกาตาร์ที่ประสบความสำเร็จ และยังมี upside เพิ่มเติมจากการขยายไปตลาด UAE และโอมาน รวมถึงความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยจากกัมพูชาและคูเวตจะกลับมาขณะที่ในเชิง Valuation ที่มีการซื้อขายในระดับที่ไม่ตึงตัว P/E ปี 2568 ที่ 21-22 เท่า เมื่อเทียบกับกับการเติบโตที่มีโมเมนตัมเด่นในไตรมาส 3/68 และดีต่อเนื่องในระยะยาวกลยุทธ์การลงทุน ราคาหุ้นมีแรงซื้อในลักษณะ sector rotation เข้ามาหนุนในช่วงตลาดพักฐาน มองเป็นจังหวะเล่นรอบ ให้แนวต้านที่ 23.8/25.25 บาท ส่วนแนวรับที่ 21.90-22.10 บาทราคาหุ้น PR9 ช่วงบ่ายเคลื่อนไหวอยู่ที่ 23.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มีมูลค่าการซื้อขาย 45.10 ล้านบาท